ดีเจพี่เจ๊แหม่มไม่มีคำว่า OUT บนโลกออนไลน์
ใครที่ติดตามอ่านอีคอมเมิร์ซคงจำได้ว่า ดีเจพี่เจ๊แหม่ม แห่งคลื่นสีเขียว กรีน เวฟ ของค่ายเอไทม์ มีเดีย เคยสัมภาษณ์เกี่ยวกับการดูแลผู้ฟังผ่านเว็บไซต์ Hi5 ซึ่งเป็น Social Network ที่ได้รับความนิยมสูงเมื่อ 2 ปีก่อน ครั้งนี้เจ้าของฉายาดีเจผู้ไม่ยอม OUT จึงมาพร้อมกับเรื่องราวใหม่ๆ ถึงการเป็นเซเลปทั้งในหน้าปัดวิทยุและบนโลกออนไลน์
ดีเจที่คลั่งไคล้เทคโนโลยี
พี่เป็นพวกที่เกาะติดข่าวต่างๆ เป็นประจำ และค่อนข้างให้ความสำคัญกับทุกข่าวที่อยู่ในกระแสสังคม โดยเฉพาะด้านไอที จะไม่ปล่อยให้ตัวเอง OUT เด็ดขาด อย่างน้อยต้องรู้ว่าโลก มันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ด้วยเหตุนี้ทำให้พี่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่ม เข้ามาช่วยให้เราอัพเดตข่าวได้เร็ว พี่พก iPhone, BackBerry, iPad และโน้ตบุ๊ก พี่มีเทคโนโลยีทุกอย่างที่ทันสมัย ซึ่งส่วนใหญ่จะโหลดแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับฟังก์ชั่นเสริม เช่น ไอคอนน่ารักๆ ที่ใช้เวลาส่งข้อความ บางแอพพลิเคชั่นเป็นเสียงประหลาดเอาไว้แกล้งเพื่อนเล่น หรือบางแอพพลิเคชั่นสามารถเปลี่ยนเสียงเราเป็นมนุษย์ต่างดาวและส่งไปแกล้ง เพื่อนได้ด้วย ทำให้ได้ใช้อุปกรณ์ไอทีที่เขาพูดกันในสังคมหมดแล้ว ที่ไม่มีอย่างเดียวคือเงิน เพราะหมดไปกับของพวกนี้ (หัวเราะ) ตอนนี้กำลังสั่งซื้อ iPhone 4 แต่รอให้เครื่องพร้อมใช้งานได้จริงก่อน
โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ตื่นเช้ามานั่งประจำที่คลื่นก่อนจัดรายการช่วงเช้า อย่างแรกคือ ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ และเข้า Facebook เพื่อทักทายแฟนคลับ ถามสารทุกข์สุขดิบ ก่อนเปิดอุปกรณ์หากินและใส่หูฟังในการจัดรายการ ซึ่งระหว่างนั้นจะเป็นการเปิดเพลงไปก่อน
ส่วนใหญ่จะอัพเดตเทรนด์จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกเช้าที่เป็นทอล์กออฟเด อะทาวน์ เช่น iPhone4, iPad หรือข่าวที่อยู่ในหน้าวิทยาการ ถ้ามีฟีเจอร์ที่โดนใจและเป็นกระแสของคนทั่วโลกที่ตั้งตาคอย พี่จะเตรียมรอซื้อเลย เพราะคาดว่าต้องเข้ามาในประเทศไทยอีกไม่นาน หรือไปที่เว็บฯ Apple.com เพื่อศึกษารายละเอียดต่างๆ และ Follow ผ่าน Twitter กับ Facebook ซึ่งทำให้เราได้รับข้อมูลสะดวกมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการอัพเดต
ทำไมจึงอัพเดตจากหนังสือพิมพ์
เพราะมันทำให้เราสะดุดมากกว่า การส่งข่าวผ่านเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ซึ่งมีเพียงลิงก์ ซึ่งบางครั้งอาจมองผ่านตาไป การอ่านในหนังสือพิมพ์ทำให้รู้ว่าสินค้านี้คืออะไร แล้วนำ Keyword มาเสิร์ชหาข้อมูลต่อในกูเกิล พอเจอก็จะตามลิงก์เข้าไปดูข้อมูลต่อไป
ในแง่ของการทำงาน มันทำให้เราสามารถจับเทรนด์หรือกระแสต่างๆ ในสังคม มาตั้งประเด็นเพื่อถามความคิดเห็น ซึ่งคอมเมนต์ใน Facebook หรือ Twitter ทำให้รู้ว่าคนที่โพสต์นั้นคิดอะไรอยู่ พี่จะมีการตั้งกระทู้ตั้งแต่เรื่องไม่ซีเรียสเลย ซีเรียสปานกลาง และซีเรียสมาก หรือไร้สาระสิ้นดี โดยจะผลัดเปลี่ยนระดับต่างๆ เหล่านี้หมุนเวียนกันไป บางคนนึกว่าเฟซบุ๊กเป็นแค่เว็บไซต์ยอดนิยมที่คนเล่นกันในสังคม แต่สำหรับพี่มองว่า เป็นพื้นที่ๆ ทำให้เราได้เจอเพื่อนที่ชีวิตนี้ไม่คิดจะได้เจอ ได้พบเพื่อนใหม่ ได้ติดต่อเพื่อนทุกวันจากที่นานๆ ติดต่อกันที
มีคนติดตาม Fan Page เท่าไรแล้ว
ตอนนี้มีประมาณ 14,000-15,000 คน ทั้ง 2 Account หลังจาก Account แรกเต็ม จึงเปิดเป็น Fan Page เพิ่มขึ้นมา หลักๆ จะใช้ Facebook สื่อสารกับแฟนคลับว่าแต่ละวันทำอะไรบ้าง วันนี้รู้สึกอย่างไร หลังจัดรายการเสร็จจะไปไหน หรือวันนี้เรา จะไปทำอะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเสนอเรื่องที่อยากเล่าในแต่ละวัน แต่บางทีอยากเล่าอารมณ์ส่วนตัวมากกว่าปกติ เช่น อากาศวันนี้เป็นแบบนี้มันจะทำให้เราหดหู่ไหม ส่วนใหญ่จะไม่เอาอะไรหนักๆ ลงไป เผื่อว่าบางคนที่ออนไลน์ Facebook จากมือถือจะไม่สามารถเปิดได้หมด
รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการโพสต์แรงๆ บนเฟซบุ๊ก
พี่คิดอยู่เสมอว่า Facebook ไม่ใช่ฝาผนังห้องน้ำสาธารณะที่มาโพสต์เขียนระบายอารมณ์อย่างไรก็ได้ ทุกคนมักจะพูดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของฉัน แต่ข้อความที่โพสต์มันไปปรากฏบน Facebook ของเพื่อนฉัน และเพื่อนของเพื่อนของฉันก็เห็นคุณอัพเดต เพราะฉะนั้นถูกหรือไม่ ถ้าตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวและคุณตอบว่าคุณตั้งใจประจานให้คนอื่นได้รู้ อันนี้ไม่ใช่แล้ว คนอื่นของคุณต้องไม่มีฉัน
สิ่งเหล่านี้มันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในการใช้ Facebook ด่ากันไปมาจนเป็นข่าว พอเราได้ฟังข่าวคิดว่า คนกลุ่มนั้นเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ถึงแม้จะอ้างโดยส่วนตัว แต่ส่วนตัวเราต้องไม่มีเครือข่าย และ Facebook มันมีเครือข่ายที่เกี่ยวโยงกันต่อเนื่อง ซึ่งมันไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวอีกต่อไป
อยากให้ดูตัวอย่างของคนที่มีชื่อเสียง เขาเจอมรสุมชีวิตหรือเจอข่าวแย่ๆ ยังไม่มีการมาโพสต์คำหยาบคายด่ากันบน Facebook ต่อให้เขามีอารมณ์ที่ขัดแย้งกับสังคมตอนนั้น เคยลองตามไปดูว่าเขาจะพูดอะไรออกมาไหมก็ไม่เห็นมี เขาไม่เคยใช้ถ้อยคำรุนแรง
พี่ต้องการจะบอกว่ามันมีวิธีโพสต์ เพียงแค่พลิกประเด็นใหม่ คุณไม่เห็นต้องมานั่งด่ากันด้วยภาษาแย่ๆ ถ้าพี่เจอ Facebook ของใครมีการด่ากันเกิดขึ้น พี่บอกคนฟังว่า แบบนี้จะลบเลยนะ เพราะเราไม่ชอบ เราก็พูดตรงๆ ตราบใดที่คุณสื่อสารแบบนี้ เราขอออกจากความเป็นเพื่อนคุณดีกว่า เราไม่อยากรู้สึกไม่ดีกับสังคมแห่งนี้
ในแต่ละวันพี่จะโพสต์อะไรต้องคิดแล้วคิดอีกว่า อ่านแล้วข้อความแรงไปหรือเปล่า อย่างกรณีล่าสุด พี่อยากโพสต์แซว 2 ดาราสาวที่กำลังมีเรื่องกัน จะเล่นเป็นมุขว่า ไหนว่าไม่คิดอะไรกันและทำไมติดต่อกันทางเมล ซึ่งจะเล่นเป็นมุขโดยไม่ระบุชื่อ สักพักคิดขึ้นมาได้ว่าไม่เอาดีกว่า คืออยากให้ทุกคนมีสติเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเรา มันอาจจะรู้สึกสนุกลึกๆ แต่ถ้าโพสต์ไปแล้วคนที่เห็นสามารถมองได้ว่าเราคิดอะไรอยู่ก็เปลี่ยนเลย ลบออกหมดเลยทั้งๆ ที่พิมพ์มายาวมาก และพิมพ์ใหม่ ว่า คำฮิตในวันนี้ “คลื่นใต้น้ำ” เหอะ เหอะ เมื่อเหล่าแฟนคลับเข้ามาก็จะถามกัน บางคนตามข่าวจะรู้ว่านี่ คือกรณีที่อยากเม้าท์ เราแค่ปรับข้อความสักหน่อยทุกอย่างก็ลงตัวมีความสุขกันทุกคน
Image
เล่น Twitter เพราะไม่อยาก OUT
ตอนที่มีผลสำรวจว่า Twitter จะเข้ามาแทนที่ Facebook ในอนาคต ยังงงอยู่ว่า Twitter คืออะไร เพราะ Facebook เพิ่งเข้ามาในไทยไม่นานและรู้จักกันในกลุ่มเล็กๆ จึงเริ่มศึกษา และพยายามหาข้อมูล จนทำให้เรารู้ว่า Twitter คือ การกระซิบบอกกัน และเริ่มค้นหาต่อว่ามันสนุกยังไง ซึ่งตอนนั้นสมัครทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน กลับมาดู ปรากฏว่ามีศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด
มีทั้งสัญลักษณ์ @ และ RT โต้ตอบกันไปมา ทำให้ยิ่งรู้สึกงง จนไปซื้อหนังสือมาอ่านอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะตอนนั้นเริ่มมีการกล่าวถึงมากขึ้นว่าคนดังในประเทศและต่างประเทศใช้ Twitter สื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อดีตนายก หรือศิลปิน ดาราต่างๆ ทุกคน Twitter กันหมด มีการพาดหัวข่าว ทำให้รู้สึกว่าเราต้องสนใจไม่งั้นจะ OUT จึงเริ่มเล่นอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งตอนนี้มีสมาชิกที่ตาม Follow ประมาณ 3 พันคนแล้ว ถือว่าไม่มากและน้อยจนเกินไป เพราะในใจคิดว่าเมื่อเขามาตามเราเพราะต้องการคุยกับเราโดยตรง
เลือก Follow ใครบ้าง
ก่อนอื่นใดจะ Follow กลับทุกคนที่มา Follow เรา เพราะเขาคงรู้สึกว่า Twitter ของเรามีประโยชน์ต่อเขา นอกจากนี้พี่จะไป Follow ตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ใช้ Twitter ในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อคนไทย เช่น จส.100 ที่ทำให้ทุกคนรู้สภาพการจราจร คนที่มา Follow เราก็ได้รู้ไปด้วย และสามารถอัพเดตให้กับผู้ฟังระหว่างการจัดรายการ ซึ่งส่วนใหญ่จะชอบฟังวิทยุระหว่างรถติดหรือขับรถ
ฝากกันก่อนจาก
เมื่อพิมพ์เสร็จอย่างเพิ่งกดโพสต์ ให้ใช้สติคิดว่ามันจะมีผลอะไรไหม อย่าแค่พิมพ์เพื่อระบาย อย่าใช้เป็นเว็บบอร์ดที่อยากจะด่าใครก็ได้หรือเป็นเหมือนฝาผนังห้องน้ำ อยากให้นึกถึงใจเขาใจเรา ถ้าเราโดนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายใน Social Network นี้จะรู้สึกอย่างไร เพราะมันไม่ใช่แค่คุณกับคู่กรณี แต่คนอีกมหาศาลที่อยู่ในเครือข่ายของคุณจะได้เห็น ซึ่งบางคนเขาอาจมองคุณในแง่ลบไปเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนด่าเองก็ตาม เพราะมันสื่อถึงความเป็นตัวคุณออกมา