วิกฤตยูโรเรื่องใหญ่ เศรษฐกิจโลก
ชี้วิกฤตยูโร “เรื่องใหญ่” เศรษฐกิจโลก ภาวะถดถอยอาจส่งผลให้แบงก์ในภูมิภาคนี้ถอนตัวจากตลาดเกิดใหม่ หลายเสียงจี้มาตรการรัดเข็มขัดกลับจะทำให้สถานการณ์เลวร้าย โซรอสระบุยูโรโซนทั้งงกเงิ่นและตื้นเขินเกินไป
วิกฤตหนี้ยูโรโซนจะคลี่คลายอย่างไร นี่คือคำถามคาใจเหล่าผู้นำภาครัฐนายธนาคารอาวุโส นักวิชาการ และผู้บริหารธุรกิจจากทั่วโลกที่ร่วมประชุมในงานเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ สัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงผู้เกี่ยวข้องและผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก พร้อมใจปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งปีนี้และปีหน้า โดยชี้สาเหตุเดียวกันคือวิกฤตยูโรโซน
ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นของรัฐ ความพยายามของแบงก์พาณิชย์ในการลดงบดุล และนโยบายรัดเข็มขัด กำลังช่วยกันฉุดรั้งเศรษฐกิจยุโรป ทั้งอิตาลีและสเปนถูกไอเอ็มเอฟคาดหมายว่า จะมีอัตราเติบโตหดลงในปีนี้และปีหน้าสำหรับยูโรโซนนั้นถูกคาดหมายว่า เศรษฐกิจจะติดลบ 0.5% ในปีปัจจุบัน
การถดถอยของยุโรปไม่เพียงฉุดดีมานด์การส่งออกจากตลาดเกิดใหม่และ ประเทศอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงพฤติกรรมของสถาบันการเงินซึ่งจะส่งผลต่อในวงกว้างขึ้นถึง เศรษฐกิจโลก
อินสติติวท์ ออฟ อินเตอร์เนชันแนล ไฟแนนซ์ ตัวแทนของสถาบันการเงินทั่วโลก กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วว่า แบงก์ยุโรปที่ประสบปัญหาอาจถอนตัวจากตลาดเกิดใหม่ในยุโรปและเอเชีย ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศเหล่านี้ลดลง
ไซมอน จอห์นสัน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ ย้ำว่ายุโรปกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้นักเศรษฐศาสตร์จำลอง สถานการณ์ของยูโรโซนไว้สองแบบ แบบแรกภาวะถดถอยยืดเยื้อ และอีกแบบคือเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงควบด้วยการผิดนัดชำระหนี้ของหลายประเทศ เริ่มจากกรีซ และเป็นไปได้ที่สมาชิกบางชาติต้องถอนตัวจากยูโรโซน
จอห์นสัน ที่ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มเอที) กลัวว่าจะเป็นแบบหลัง เพราะคาดว่าอิตาลีคงไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ 1.9 ล้านล้านยูโร (2.47 ล้านล้านดอลลาร์) ได้โดยไม่ปรับโครงสร้างอันจะทำให้สถาบันการเงินทั่วยูโรโซนขาดทุนอ่วมไปตามๆ กัน
ผู้สังเกตการณ์บางคนมองโลกแง่ดีว่า เมื่อวิกฤตใกล้ทำให้ยูโรล่ม ผู้วางนโยบายในยุโรปจะสำนึกได้และตัดสินใจดำเนินการที่เด็ดขาดชัดเจนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รายงานจากแมกคินซีย์ โกลบัล อินสติติวท์ที่ออกมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ระบุว่ากระบวนการลดหนี้ยังต้องใช้เวลานาน และหนี้ทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้มาจากภาครัฐอย่างเดียว แต่ยังเป็นของแบงก์ บริษัทนอกภาคการเงิน และครัวเรือน ทว่า ข่าวดีก็คือ การลดหนี้ในภาคเอกชนของสหรัฐฯ น่าจะสรุปจบได้ภายใน 2 ปี และปูทางสู่การกระตุ้นการเติบโตอีกครั้ง
เจอราร์ด ลีอองส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดแบงก์ มองว่า แสงสว่างจากปลายอุโมงค์อีกทางน่าจะมาจากตลาดเกิดใหม่ มาร์โก แอนนันซิเอตา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเจเนอรัล อิเล็กทริก ขานรับว่า ภาวะชะลอตัวในตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่บางแห่ง เช่น จีนและบราซิล เป็นผลจากนโยบายคุมเข้มอย่างระมัดระวัง ซึ่งหมายความว่า ชาติเหล่านั้นยังมีช่องทางอัดฉีดเศรษฐกิจหากสถานการณ์เลวร้ายลง
กระนั้น โรเบิร์ต เซลลิก ประธานธนาคารโลก กลับมองต่างมุมว่า หากปีนี้วิกฤตยูโรโซนเลวร้ายลงอาจส่งผลลบต่อตลาดเกิดใหม่พอๆ กับวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ดังนั้น ตลาดเกิดใหม่ควรเตรียมพร้อมทั้งด้านการค้า การลงทุนและการธนาคาร
โซลลิกเสริมว่า แม้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นที่มา 2 ใน 3 ของการเติบโตโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้ายุโรปล่ม ทุกชาติคงเจ็บทั่วหน้า ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนใกล้ชิดกับยุโรปมากคงเจ็บสาหัสกว่าประเทศอื่น
นายใหญ่เวิลด์แบงก์ยังบอกอีกว่า ปัญหาเบื้องหลังวิกฤตยูโรโซนยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปทางการเมืองด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจและงบดุลเท่านั้น
มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ขานรับว่า ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ยุโรปเอาแต่หารือและกำหนดนโยบาย แต่มีการลงมือทำน้อยมาก
จอร์จ โซรอส เห็นด้วยอย่างแรงว่า นอกจากทำน้อยแล้ว ยุโรปยังลงมือช้าอีกต่างหาก พ่อมดการลงทุนสำทับว่า ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นอาจทลายสหภาพยุโรป (อียู) ได้
โซรอสบอกว่า เจ้าหน้าที่ยุโรปเข้าใจกลไกการทำงานของตลาดการเงินน้อยมากและทำผิดทุกอย่าง
ในส่วนกรีซที่ใกล้ผิดนัดชำระหนี้เต็มทีนั้น อาจต้องหลุดออกจากยูโรโซน โซรอสยังเสนอให้ยูโรโซนไฟเขียวให้สเปนและอิตาลีออกพันธบัตรคลังที่มีอัตราผล ตอบแทนเพียง 1% เพื่ออุดหนุนการขาดดุล และเตือนว่านโยบายปัจจุบันทำให้ชาติยูโรอ่อนแอลงจนมีสถานะเทียบเท่าประเทศ โลกที่ 3 จากหนี้สกุลเงินต่างชาติจำนวนมหาศาล
โซรอสชี้ว่า ปัญหามาจากมาตรการรัดเข็มขัดที่เยอรมนีผลักดัน ซึ่งจะทำให้ยุโรปเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรัง และว่าเป็นที่รู้กันตลอดมาว่าสถาปัตยกรรมเงินสกุลเดียวยังไม่สมบูรณ์ แต่ต้องการสหภาพการเมืองมาค้ำจุนสภาพการเงิน ทว่า ข้อบกพร่องต่างๆ กลับถูกละเลยมาตลอด
นูรีล รูบินี หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์เพียงไม่กี่คนที่ทำนายวิกฤตการเงินโลกตรงเผง เห็นด้วยว่า การตอบสนองด้านนโยบายทำให้วิกฤตเลวร้ายลง และยุโรปต้องการการเติบโตมากกว่าการรัดเข็มขัด